<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2562</title>
<link>https://www.repository.rmutsv.ac.th/handle/123456789/1040</link>
<description/>
<pubDate>Mon, 25 May 2026 06:16:13 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-05-25T06:16:13Z</dc:date>
<item>
<title>คุณสมบัติทางกายภาพของเมล็ดข้าวพันธุ์พื้นเมืองในจังหวัดบุรีรัมย์</title>
<link>https://www.repository.rmutsv.ac.th/handle/123456789/1055</link>
<description>คุณสมบัติทางกายภาพของเมล็ดข้าวพันธุ์พื้นเมืองในจังหวัดบุรีรัมย์; Physical Properties of Landrace Grains in Buriram Province
Karupakorn Laead-on | ครุปกรณ์ ละเอียดอ่อน; Arunrussamee Sangsila | อรุณรัศมี แสงศิลา
การสารวจข้าวพื้นเมืองในจังหวัดบุรีรัมย์พบว่ามีหลายสายพันธุ์เมื่อนาเมลดพันธุ์ข้าวพื้นเมืองจานวน 20 พันธุ์ มาวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพ โดยการสุ่มตัวอย่างเมลดพันธุ์ข้าวจานวน 3 ซ้าๆ ละ100 เมลด ตามแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) ผลการวิเคราะห์พบว่า ลักษณะทางกายภาพของเมลดข้าวมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ความยาวและความกว้างของข้าวเปลือก อยู่ในช่วง 8.18-10.73 และ 2.53-3.32 มิลลิเมตร น้าหนักของข้าวเปลือกเฉลี่ย 2.20-3.30 กรัม รูปร่างเมลดข้าวเปลือกส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ส่วนข้าวกล้องมีความยาวและความกว้าง อยู่ในช่วง 7.17-7.42 และ 2.23-2.77 มิลลิเมตร น้าหนักของข้าวกล้องเฉลี่ย 1.98-3.02 กรัม รูปร่างเมลดข้าวกล้องส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ค่าความสว่าง (L) ของข้าวเปลือกและข้าวกล้องอยู่ในช่วง 30.06-56.50 และ 17.36-64.41 ค่าสี a* ของข้าวเปลือกและข้าวกล้องอยู่ในช่วง 5.52-10.02 และ 1.97-13.20 และค่าสี b* ของข้าวเปลือกและข้าวกล้องอยู่ในช่วง 17.45-32.35 และ 2.44-21.95 ส่วนปริมาณท้องไข่เมลดข้าวพื้นเมืองส่วนใหญ่มีท้องไข่น้อย ระดับ 1 คือปริมาณบริเวณขาวขุ่นได้ไม่เกินร้อยละ 10 ซึ่งลักษณะสมบัติทางกายภาพนั้นมีประโยชน์เพื่อการประเมินคุณภาพข้าวและการสร้างมาตรฐานข้าวเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรได้อนุรักษ์ข้าวพันธุ์เมืองไม่ให้เกิดการสูญหาย เพื่อความมั่นคงด้านอาหาร
</description>
<pubDate>Tue, 01 Jan 2019 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://www.repository.rmutsv.ac.th/handle/123456789/1055</guid>
<dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การผลิตและคุณสมบัติของปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ในลังโฟม</title>
<link>https://www.repository.rmutsv.ac.th/handle/123456789/1054</link>
<description>การผลิตและคุณสมบัติของปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ในลังโฟม; Production and Properties of Compost from Organic Waste in Foam Box
Wanvipa Chaichan | วรรณวิภา ไชยชาญ; Chanika Saenge Chooklin | ฌานิกา แซ่แง่ ชูกลิ่น; Kattinat Sagulsawasdipan | กัตตินาฏ สกุลสวัสดิพันธ์; Cheuyee Porloh | เจ๊ะอูยี เปาะเลาะ; Tappasarn Taemprasit | ทัพพสาร แต้มประสิทธิ์
งานวิจัยนี้เป็นการผลิตและคุณสมบัติของปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ในลังโฟม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติของวัตถุดิบและคุณสมบัติของปุ๋ยหมักที่ได้ ผู้วิจัยเลือกใช้ขยะอินทรีย์ในชุมชน ได้แก่ กากกาแฟ ขี้เค้กจากโรงงานปาล์มน้ามัน และขี้ดินจากโรงงานแปรรูปยางพารา ทาการศึกษาอัตราส่วนกากกาแฟ:ขี้เค้ก:ขี้ดิน 7 อัตราส่วน คือ 3:0:0 0:3:0 0:0:3 1.5:1.5:0 0:1.5:1.5 1.5:0:1.5 และ 1:1:1 ผลการศึกษาคุณสมบัติของวัตถุดิบ พบว่า กากกาแฟ ขี้เค้ก และขี้ดินมีธาตุอาหารหลักที่จาเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช จึงมีความเป็นไปได้ใน การนามาใช้เป็นวัตถุดิบในการหมักปุ๋ย กระบวนการหมักปุ๋ยแบบใช้ออกซิเจนจะเสร็จสมบูรณ์ใช้ในเวลาใน การหมักประมาณ 30 วัน โดยพิจารณาจากอุณหภูมิ ค่าความเป็นกรด-ด่าง และค่าการนาไฟฟ้า สาหรับธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจนทั้งหมด ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ และโพแทสเซียมทั้งหมดในปุ๋ยหมักทั้ง 7 อัตราส่วน มีปริมาณอยู่ในช่วง 0.42-3.20 เปอร์เซ็นต์โดยน้าหนัก 0.26-1.20 เปอร์เซ็นต์โดยน้าหนัก และ 0.07-2.17 เปอร์เซ็นต์โดยน้าหนัก ตามลาดับ โดยอัตราส่วนของปุ๋ยหมักที่เหมาะสม คือ อัตราส่วนกากกาแฟ:ขี้เค้ก:ขี้ดิน เท่ากับ 0:3:0 เนื่องจากเป็นอัตราส่วนที่มีปริมาณธาตุอาหารหลักในการเจริญเติบโตของพืชสูงที่สุด ผลการศึกษาคุณสมบัติของปุ๋ยหมักที่ผลิตได้ พบว่า อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร นอกจากนี้ ผู้วิจัยทาการทดสอบดัชนีการงอกของเมล็ด (Germination Index) พบว่า ปุ๋ยหมักไม่เป็นพิษกับเมล็ดที่นามาทดสอบ ดังนั้น ปุ๋ยหมักที่ผลิตได้จากการหมักกากกาแฟ ขี้เค้กจากโรงงานปาล์มน้ามัน และขี้ดินจากโรงงานแปรรูปยางพาราในลังโฟม สามารถผลิตเป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดินได้
</description>
<pubDate>Tue, 01 Jan 2019 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://www.repository.rmutsv.ac.th/handle/123456789/1054</guid>
<dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ความเต็มใจจะจ่ายในการกำจัดขยะพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลคลองประสงค์อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่</title>
<link>https://www.repository.rmutsv.ac.th/handle/123456789/1053</link>
<description>ความเต็มใจจะจ่ายในการกำจัดขยะพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลคลองประสงค์อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่; Willingness to Pay for Waste at Klongprasong, Meuang, Krabi Province
Manolee Sripaoraya Penpong | มโนลี ศรีเปารยะ เพ็ญพงษ์; Sarawut Thongnueaha | ศราวุธ ทองเนื้อห้า; Sineenrt Chokdumgerng | สินีนาท โชคดำเกิง; Somsri Pewdee | สมศรี ผิวดี
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค่าความเต็มใจจะจ่ายและศึกษาปัจจัยในการกำหนดค่าความเต็มใจจะจ่ายในการกำจัดขยะของพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลคลองประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยนี้เป็นข้อมูลขั้นต้นที่ได้จากการสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถามที่มีขนาดตัวอย่างจำนวน 310 ราย สถิติที่ใช้เพื่อการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ มัธยฐาน และการวิเคราะห์สมการถดถอย เทคนิคที่ใช้ในการศึกษาคือ&#13;
วิธีสถานการณ์สมมติ (contingent valuation method) ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยของความเต็มใจที่จะจ่ายเท่ากับ 72.82 บาท ต่อเดือนต่อครัวเรือน ช่วงความเชื่อมั่นของค่าเฉลี่ยของค่าความเต็มใจจะจ่าย ณ ระดับนัยสำคัญ 0.05 อยู่ระหว่าง 59.68 - 90.51 บาท ปัจจัยที่มีผลต่อค่าความเต็มใจจ่ายเพื่อการจัดการขยะ มีดังนี้ คือ ระดับรายได้ แปรผันตรงที่ระดับนัยสำคัญ 0.10 ส่วนการศึกษา แปรผกผันที่ระดับนัยสำคัญ 0.10 และได้รับผลกระทบจากขยะแปรผันตรงที่ระดับนัยสำคัญ 0.01โดยผลจากการวิจัยองค์การบริหารส่วนตำบลสามารถเริ่มต้นจากการเก็บค่าขยะจากครัวเรือนเพื่อสนับสนุนการดำเนินการกำจัดขยะที่ถูกวิธี และมุ่งสู่กระบวนการวางแผนบริหารจัดการขยะต่อไป
</description>
<pubDate>Tue, 01 Jan 2019 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://www.repository.rmutsv.ac.th/handle/123456789/1053</guid>
<dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ผลของสารสกัดหยาบจากลูกใต้ใบ (Phyllanthus urinaria Linn) ต่อการเจริญเติบโต การใช้ประโยชน์จากอาหารและอัตราการรอดตายของกุ้งขาวแวนนาไม</title>
<link>https://www.repository.rmutsv.ac.th/handle/123456789/1052</link>
<description>ผลของสารสกัดหยาบจากลูกใต้ใบ (Phyllanthus urinaria Linn) ต่อการเจริญเติบโต การใช้ประโยชน์จากอาหารและอัตราการรอดตายของกุ้งขาวแวนนาไม; Effects of Crude Extract of Phyllanthus urinaria Linn. on Growth Performance, Feed Utilization and Survival Rate of Pacific White Shrimp (Litopenaeus vannamei Boone)
Uton Charoendat | อุทร เจริญเดช; Worawut Koedprang | วรวุฒิ เกิดปราง
ลูกใต้ใบชนิด Phyllanthus urinaria Linn. เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณทางเภสัชอย่างหลากหลาย ได้ถูกนำมาผสมกับอาหารกุ้งเพื่อศึกษาประสิทธิภาพที่มีต่อการเจริญเติบโต การใช้ประโยชน์จากอาหาร และอัตราการรอดตายของกุ้งขาวแวนนาไม (Litopenaeus vannamei Boone) โดยเริ่มการทดลองด้วยการให้กุ้งกินอาหารที่มีสารสกัดหยาบจากลูกใต้ใบในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกัน ได้แก่ 0, 1, 10, 100, 1,000 และ 10,000 ppm เป็นระยะเวลา 56 วัน จากนั้นพิจารณาผลของปัจจัยชี้วัดที่สนใจ ซึ่งหลังจากสิ้นสุดการทดลอง พบว่ากุ้งที่กินอาหารผสมสารสกัดหยาบจากลูกใต้ใบที่ความเข้มข้น 10,000 ppm แสดงค่าของปัจจัยชี้วัดทางด้านการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากอาหารมากกว่ากุ้งที่กินอาหารทดลองอื่นเล็กน้อย แต่มีความแตกต่างทางสถิติ (p &lt; 0.05) เฉพาะกับชุดควบคุมเท่านั้น ในส่วนของอัตราการรอดตายของกุ้งที่กินอาหารในแต่ละชุดการทดลองพบว่าไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (p &gt; 0.05) จากผลการทดลองข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าสารสกัดหยาบจากลูกใต้ใบชนิด P. urinaria มีผลในการเสริมการเจริญเติบโตได้เล็กน้อย แต่ไม่มีผลต่อการเพิ่มอัตราการรอดตายของกุ้งขาวแวนนาไม
</description>
<pubDate>Tue, 01 Jan 2019 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://www.repository.rmutsv.ac.th/handle/123456789/1052</guid>
<dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
